แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ healthy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ healthy แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"ฮัดเช้ยๆ " เป็นหวัดอีกแล้วทำไงดี !?


  "ฮัดเช้ยๆ " เป็นหวัดอีกแล้วทำไงดี !?

  " ฮัดเช้ย.ฮัดเช้ยฮัดเช้ย  อยากรู้จังเลย  ว่าใครเอ่ย.ถึงฉัน  ถึงได้จาม.อยู่ได้ตลอดวัน   จนไม่มี.เวลาทำงาน  ใครบ่นถึงฉัน ถึงจามฮัดเช้ย.ฮัดเช้ย "
 มากันเพลงต้อนรับกันทีเดียว สำหรับฤดูกาลในช่วงนี้ จะสังเกตเห็นนะครับว่าหลายๆพื้นที่ในประเทศไทยฝนตก และบางแห่งมีหนาวร่วมด้วยด้วยเพราะเป็นปลายฝนต้นหนาวนั่นเอง ( ผมเองจะเป็นไข้อยู่ละขณะนั่งปั่นบล็อกนี่ )

 สำหรับช่วงนี้แม็กคิดว่าคงไม่มีใครอยากเป็นไข้หวัดหรอกนะครับเพราะเดี๋ยวคงอดเที่ยวแน่ๆเลย หน้าหนาวนี้มีทริปไปไหนกันบ้างรึยังครับทุกท่าน หน้าหนาวแบบนี้ก็ต้องเป็นทริปภูเขา ดอยทางภาคเหนือกันใช่ไหมละครับ ไม่ว่าจะเป็น ดอยอินทนนท์ , ภูชี้ฟ้า , หรือเมืองปายอินเลิฟ ช่วงนี้นักท่องเที่ยวกำลังครึกครื้น คึกคักกันทีเดียวทั่วภาคเหนือ ซึ่งแม็กก็อยากให้ผู้อ่านทุกท่านได้ดูแลสุขภาพตัวเองนะครับ

 ในบทความนี้แม็กขอยกบทความเดิมเมื่อปีที่แล้วแล้วกันนะครับ  รู้ทัน 'ไข้หวัด' หน้าหนาว เพราะรีวิวใหม่มันก็คงซ้ำๆ แม็กก็ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ละ่ครับผม ให้ทุกท่านได้รู้จักดูแลสุขภาพ ไข้หวัดรู้ก่อนป้องกันได้ สุขภาพดีกันถ้วนหน้ สวัสดีครับ :D  ...

นายแม็กกี้เจ้าเก่า 

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

5 ปอ. 1 ขอ. รณรงค์กำจัดลูกน้ำยุงลาย ป้องกันไข้เลือดออก

 5 ปอ. 1 ขอ. รณรงค์กำจัดลูกน้ำยุงลาย ป้องกันไข้เลือดออก 
       ป ที่ 1 ปิด ภาชนะขังน้ำให้มิดชิด ป ที่ 2 เปลี่ยน น้ำในแจกัน ถังเก็บน้ำ ทุกสัปดาห์ ป ที่ 3 ปล่อยปลากินลูกน้ำ ป ที่ 4 ปรับปรุง สิ่งแวดล้อมให้ปลอดโปร่ง โล่งสะอาด ป ที่ 5 ปฏิบัติ เป็นประจำจนเป็นนิสัย ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และ 1 ข ขัดล้างไข่ยุงลายที่อาจติดอยู่ในภาชนะ เช่น อ่าง แจกัน กระถาง เพื่อกำจัดไข่ยุงลาย


   สวัสดีครับกับผู้ติดตาม maglifesoft ทุกท่านกลับมาพบกลับแม็กในวันนี้อีกครั้งกับข่าวสาระสุขภาพกันบ้าง พักไอทีสักนิด หันมาใส่ใจสุขภาพกันก่อนนะครับ แม็กก็มีข้อมูลเรื่องของการรณรงค์กำจัดลูกน้ำยุงลายมาฝากกัน เพื่อป้องกันไข้เลือดออก เพราะโรคไข้เลือดออกหากป่วยแล้วอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียวมาดูวิธีการป้องกัน และข้อมูลที่น่าสนใจกันเลยดีกว่า

 อย่างที่รู้กันดีว่าหากตามข่าวแล้ว ปี2556 นี้โรคไข้เลือดออกมีการระบาดหนักที่รุนแรงและสูงกว่าทุกปี ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องตระหนักและใส่ใจถึงสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น สำหรับวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยที่
เราคาดว่าน่าจะเป็นไข้เลือดออกสังเกตง่ายๆดังนี้
           1. ไข้สูงลอย ไข้ 39-40 มักมีหน้าแดง โดยมากไม่ค่อยมีอาการน้ำมูกไหลหรือไอ เด็กโตอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะ อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน

          2. อาการเลือดออก  เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการ
อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว

          3. ตับโต 

          4. ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก  :  มักจะเกิดช่วงไข้จะลด โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่ายมือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ

   ง่ายๆๆ ครับเบื้องต้นหากเราสังเกตุคนรอบข้างเราแล้วพบว่า มีไข้สูงเช็ดตัวแล้วพยายามทำให้ไข้ลดลงแต่ไข้ไม่ยอมลงสักที ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นไข้เลือดออกครับ ให้รีบพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที  เป็นไงบ้างละครับทุกท่านได้ทราบวิธีการสังเกตุเบื้องต้นไปแล้วนะครับ และหวังว่าบทความผมนี้จะทำให้ทุกท่านได้ตระหนักถึงการป้องกันโรคไข้เลือดออกได้มากขึ้นนะครับ อย่างน้อยก็ปฏิบัติตามมาตรการ 5 ป. 1 ข. กำจัดลูกน้ำยุงลายป้องกันไข้เลือดออกนะครับ ... ^_^

ขอบคุณภาพประกอบจาก BEC TERO เรื่องเล่าเช้านี้

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การจัดสรรตำแหน่งเพื่อบรรจุลูกจ้างชั่วคราวเงินนอกงบประมาณ ( เงินบำรุง ) ที่จ้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 ลงไป








        แสดงความยินดีกับพี่ๆ สืบจากตั้ง 5 เมืองศูนย์กลางสุขภาพอาเซียน...รองรับเออีซี ที่ทำงานและค้่างบรรจุตั้งแต่ปี 2549 - 2551 สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ขณะนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำบัญชีการจัดสรรตำแหน่งมาแล้ว ขณะนี้ซึ่งสามารถติดตามรายละเอีัยดได้ที่ กลุ่มบริหารงานบุคคล ก.สธ..

นับว่าสิ่งที่ทุกคนได้ลูกจ้างชั่วคราวนักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุขที่ได้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องสิทธิ
เพื่อขอตำแหน่งบรรจุที่เป็นข่าวก่อนหน้านั้นไม่เสียเที่ยวจริงๆ และสำหรับพี่ๆที่รอบรรจุรอบต่อไป น้องแม็ํกผู้เขีัยนคนนี้ต้องขอเป็นกำลังใจให้พี่ๆได้บรรจุในรอบต่อไปทุกคนนะครับ ส่วนน้องแม็กนี้และเพื่อนๆที่เข้ามาทำงานพร้อมกัน (รุ่นปี 2555)ก็ต้องตั้งหน้าตั้้งตารอตำแหน่งกับคำว่า "ข้าราชการ"กระทรวงสาธารณสุขครับผม

 สำหรับวันนี้ผมขอตัวกู๊ดบาย นอนหลับฝันดีนะครับชาวบล็อกแม็กทุกคน พรุ่งนี้ยังมีภารกิจบริการสุขภาพกันอยู่นะครับสำหรับผู้อ่านที่อยู่ในสายงานสาธารณสุขเช่นเดียวกับผม ^_^

เขียนบล็อกโดย : นายแม็กกี้ เจ้าพนักงานเวชสถิติรุ่นที่ 36

ขอบคุณข้อมูลจาก : ๑)พี่ๆเพื่อนๆ เวชสถิติจากกลุ่ม พี่ น้อง เพื่อน เวชสถิติทาง Facebook
                            ๒) กลุ่มบริหารงานบุคคล ก.สธ..


ตั้ง 5 เมืองศูนย์กลางสุขภาพอาเซียน และพัฒนา 50 โรงพยาบาลชายแดนรองรับเออีซี


    กระทรวงสาธารณสุข (ก.สธ.) เตรียมพัฒนาโรงพยาบาลชายแดนกว่า 50 แห่งและตั้งศูนย์กลางสุขภาพ 5 จังหวัดต้อนรับอาเซียน (AEC)  คือเชียงราย อุบลราชธานี จันทบุรี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และกาญจนบุรี 
          นาย แพทย์ประดิษฐ์ (รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันนี้ได้มารับทราบสถานการณ์และแผนการดำเนินงานนครพนม เพื่อนำไปปรับให้เข้ากับแผนของกระทรวงสาธารณสุขและแผนของเขตบริการสุขภาพว่า จะพัฒนาร่วมกันอย่างไร เพื่อให้การลงทุนไม่ซ้ำซ้อน และคุ้มค่าคุ้มทุน ซึ่งโรงพยาบาลนครพนมต้องได้รับการพัฒนาบริการทางการแพทย์ โดยจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้คนในจังหวัดได้รับบริการที่มีคุณภาพ สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการมีปีละประมาณร้อยละ 7-8 ของผู้ใช้บริการทั้งหมดนั้น ที่ผ่านมามีปัญหาการจัดเก็บค่ารักษาพยาบาลมีหนี้สูญร้อยละ 20 ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนาระบบควบคุมที่ชัดเจน เช่น การกำหนดอัตราค่าบริการ การทำข้อตกลงระหว่างรัฐบาลซึ่งต้องทำให้ชัดเจนก่อนที่จะเปิดประชาคมอาเซียน


  ก็นับว่าในเรื่องของระบบการบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ก็ดำเนินการได้รวดเร็วทันใจเหมือนเคยนะครับ เพราะนี่ก็เข้าใกล้การเปิดประตูเศรษฐกิจอาเซียนเข้าไปทุกทีแล้ว ระบบบริการสุขภาพก็ยิ่งต้องได้รับการพัฒนาตามไปด้วย เพื่อให้ประชาชนต่างชาิติที่เข้ามารับบริการสุขภาพตามสถานพยาบาลในประเทศไทยได้รับความสะดวกสบาย ประทับใจ ให้เท่าเทียมกับคนไทยมากที่สุด นั่นเอง
ก็ต้องติดตามกัน และลงคะแนนโดยผู้ใช้บริการทุกท่าน ละครับว่า นโยบายนี้จะเป็นอย่างไร อย่างไรก็แม็กจะนำความมาแถลงให้ได้ทราบกันนะครับ

ขอบคุณเนื้อความข่าว: สำนักสารนิเทศ (อ่านข่าวทั้งหมด)

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

'คอตีบ' โรคที่ไม่ควรมองข้าม

              โอ๊ยยยย !! เจ็บ !! โอ๊ยยย !! ปวด  โอ๊ยเจ็บ โอ๊ยปวดๆๆ จนทนไม่ได้ ..... 
สวัสดีทักทายกับผู้อ่านต้นเดือน พฤศจิกายนกับผม นายแม็ํกกี้ครับ อย่าเพิ่งแปลกใจว่าเอ๊ะ กระผมนายแม็กกี้ เป็นอะไร ไปทำอะไรมาถึงมาบ่น เจ็บๆ ปวดๆ นะครับ นั่นก็เพราะว่าวันนี้ 
กระผมนายแม็กกี้ ได้ไปฉีดรับวัคซีน 'คอตีบ' หรือ Diphtheria (ศัพท์แพทย์) มานั่นเองนะครับ  เหตุเพราะว่า โรคคอตีบกลับมาระบาดอีกครั้ง ในประเทศไทย และล่าสุดพบมีผู้่ป่วยติดเชื้อแล้วกว่า 100 ราย ใน 15 จังหวัดนั่นแหละครับ สามารถหาอ่านข่าวเพิ่มเติมนี้ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์คลิกครับ เพราะวันนี้แม็กไม่ได้จะมาอ่านข่าวให้กับผู้อ่านนะครับ แต่ผมจะมาพูดถึง รายละเอียดและการป้องกันของโรคคอตีบครับ เพราะโรคคอตีบเนี้ย ที่เราๆๆ เคยฉีดกันตอนเด็กๆๆ นะครับหลังจากฉีดแล้วจะมีภูมิคุ้มกันเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้นนะครับ นั่นหมายความว่าหลังจากนั้นร่างกายเราจะหมดภูมิคุ้มกันครับ 

  โรคคอตีบ 

โรคคอตีบ (Diphtheria) เป็นโรคเกิดจากทางเดินหายใจติดเชื้อแบคทีเรีย ชนิด Chorynebacterium diphtheriae ปัจจุบัน เป็นโรคพบได้น้อยในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่อง จากมีการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคนี้ตั้งแต่เป็นทารกอายุ 2 เดือนอย่างทั่วถึง แต่ยังเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศในเขตร้อนที่ยังไม่พัฒนา หรือ กำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย เพราะการขาดแคลนวัคซีน หรือเด็กไม่ได้รับวัคซีนเพราะคลอดเองที่บ้าน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เป็นโรคของเขตร้อน แต่ก็สามารถพบโรคเกิดได้ทั่วโลก รวมทั้งเคยมีการระบาดมาแล้วในประเทศเยอรมัน และประเทศแคนาดา

มีอาการแสดงอย่างไร

อาการของโรคคอตีบมักเกิดหลังได้รับเชื้อประมาณ 2-5 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) แต่อาจนานได้ถึง 10 วัน และผู้ป่วยมักมีอาการอยู่ได้นานถึง 4-6 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรค
อาการพบบ่อยของโรคคอตีบ คือ
  • มีไข้ มักไม่เกิน 39 องศาเซลเซียส อาจรู้สึกหนาวสั่น
  • อ่อนเพลีย เจ็บคอมาก กิน/ดื่มแล้วเจ็บคอมาก จึงกิน/ดื่มได้น้อย
  • หายใจลำบาก หายใจไม่ออก หายใจเร็ว หอบ เหนื่อย
  • คออาจบวม และไอ เสียงดังเหมือนสุนัขเห่า
  • มีแผ่นเยื่อในจมูก ต่อมทอนซิล ลำคอ และกล่องเสียง ก่ออาการค่อยๆมีเสียงแหบลงเรื่อยๆ และน้ำมูกอาจมีเลือดปน
  • มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ บวม โต ซึ่งโตได้ทั้งสองข้าง
  • หลังจากมีอาการทาง ทางเดินหายใจแล้ว อาจพบมีแผลบริเวณผิวหนัง พบได้ทั่วตัว แต่พบบ่อยบริเวณ แขน และขา แผลมีลักษณะเหมือนแผลทั่วไป แต่เมื่อตรวจเชื้อจะพบว่าเกิดจากเชื้อโรคคอตีบ 

 แนวทางการรักษาและการวินิจฉัยของแพทย์

แพทย์วินิจฉัยโรคคอตีบได้จาก ประวัติอาการ ประวัติสัมผัสโรค ประวัติการฉีดวัคซีน การตรวจร่างกาย การตรวจย้อมเชื้อจากการป้ายสารคัดหลั่งจากโพรงหลังจมูก หรือจากลำคอ และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์ เช่น ตรวจเลือด ซีบีซี (CBC) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการเอกซเรย์ปอด
แนวทางการรักษาโรคคอตีบ มักเป็นการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลเสมอเพราะเป็นโรคที่มีอาการรุนแรง การรักษาได้แก่ การให้ยาต้านสารพิษของเชื้อ การให้ยาปฏิชีวนะ และการฉีดวัคซีนโรคคอตีบเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานต่อโรค

ผลข้างเคียงของโรคคอตีบ

ผลข้างเคียงจาก โรคคอตีบเกิดจากสารพิษแพร่กระจายเข้าสู่กระแสโลหิตและก่อให้เกิดโรคต่างๆดัง ได้กล่าวแล้ว ซึ่งที่อาจพบได้ คือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (หอบ เหนื่อย นอนราบไม่ได้ บวม) และ ประสาทอักเสบ (กล้ามเนื้ออ่อนแรง) ซึ่งถ้าเกิดกับประสาทกล้ามเนื้อหาย ใจ จะส่งผลให้หายใจเองไม่ได้
โรคคอตีบจัดเป็นโรครุนแรง เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคขึ้นกับ การได้รับยาต้าน สารพิษและยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วันหลังมีอาการ ซึ่งช่วยลดอัตราเสียชีวิตลงเหลือประมาณ 1% แต่ถ้ามาพบแพทย์ล่าช้า หรือเมื่อผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 5 ปี หรืออายุสูงตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือเกิดผลข้างเคียงแล้ว อัตราเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20%

การป้องกันตนเองจากคอตีบ

การป้องกันโรคคอตีบที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การฉีดวัคซีน ซึ่งเริ่มฉีดเมื่ออายุ 2 เดือน โดยอยู่ในรูปแบบของวัคซีนรวม โรคคอตีบ โรคบาดทะยัก และโรคไอกรน (DTP vaccine/ วัคซีน ดีพีที:Diphtheria, Tetanus และ Pertussis) ฉีดทั้งหมด 5 เข็ม เป็นระยะๆจาก อายุ 2 เดือน จนถึงอายุ 6 ปี ตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของกระทรวงสาธารณสุขของเรา พ.ศ. 2548 โดยเข็มแรกฉีดที่อายุ 2 เดือน เข็มที่ 2 อายุ 4 เดือน เข็มที่ 3 อายุ 6 เดือน เข็มที่ 4 อายุ 18 เดือน และเข็มที่ 5 อายุ 4-6 ปี ต่อจากนั้นฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 12-16 ปี เฉพาะวัคซีนคอตีบและบาดทะยัก (วัคซีน ดีที/DT) ไม่ต้องฉีดวัคซีนไอกรนเพราะเป็นโรคมักพบเฉพาะในเด็ก และต่อไปฉีดกระตุ้นทุกๆ 10 ปี เฉพาะวัคซีน ดีที
นอกจากนั้น คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ซึ่งที่สำคัญคือ
  • การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน พื่อให้มีสุขภาพร่างกายแข็ง แรง ลดโอกาสติดเชื้อต่างๆซึ่งรวมทั้งเชื้อโรคคอตีบ และลดการติดโรคที่ก่อให้ เกิดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ 
  • การรู้จักใช้หน้ากากอนามัย และ
  • การร่วมมือกันในชุมชนในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้มีสุขอนามัยที่ดี
     ที่นี้ หวังว่าผู้อ่านหลายท่านคงเข้าใจในโรคคอตีบกันมากขึ้นแล้วสินะครับ อย่างไรก็ป้องกันตัวเอง ด้วยการพบแพทย์ ฉีดวัคซีนคอตีบป้องกันตัวเองไว้ดีทีุ่สุดนะครับ และพบกับแม็กใหม่ในcontent หน้านะครับ และแม็กจะนำเอาสาระดีๆๆ มาฝากกันอีกครับผม
 ......  บ๊าย บาย โอ๊ยๆๆ เจ็บๆๆ // twitter :tanaesuan (นายแม็กกี้)

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

รู้ทัน 'ไข้หวัด' หน้าหนาว

  แม่ค้าคนหนึ่ง :: หวัดๆ หวัดมาแล้วจ้าา .. 2 จาม 50  สามจาม ร้อยจ้าา ..หวัดด  จ้า สนใจไหมจ้า ..
  ผม :: ขอ 4 จามครับลดได้ไหมครับ  เอ๊ยยย !!

  เอาซะผมเคลิ้มตามกันเลยทีเดียวนะครับ (ไข้)หวัดนะ ไม่ใช่ไข่ไก่ที่จะมาหาแลกซื้ออะไรกันได้ง่ายๆ
มาคราวนี้ก็ไม่ต้องตกใจที่ผมเปิดตัวมาอย่างนี้ เพราะใน content นี้ผมมีข่าวสุขภาพมาฝากกันเพราะนี่ก็เข้าฤดูหนาวแล้ว (บางแห่งสั่นจนจะแข็งกันไปละ -_-' )  เราก็มาดูกันเลยดีกว่าว่าไข้หวัดคืออะไร ป้องกันได้อย่างไรบ้าง ....... ปู๊นนนน Next station ไข้หวัด Online เย้ยยย !! (- -' )

 ไข้หวัดคืออะไร
เชื้อหวัดเป็นเชื้อไวรัส เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เล็กที่สุด เล็กกว่าเชื้อแบคทีเรียนับเป็น ร้อยเป็นพันเท่า ติดต่อทางไอจามน้ำมูก และเชื้อมักอยู่ในอากาศ เมื่อเราอ่อนแอ หรืออากาศเย็นและได้รับเชื้อก็ติดหวัดได้ เชื้อหวัดเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ แบ่งเป็นกลุ่มไวรัสหลักๆ ประมาณ 9 ชนิด แต่ละชนิดยังแยกไปอีกนับสิบสายพันธุ์ รวมกันแล้วจึงมีเกิน 100 ชนิด ( เนื่องจากมีมากชนิด จึงไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันหวัด ) เชื้อ เหล่านี้ทำให้เกิดโรคต่างกันไป ขึ้นกับสายพันธ์และ ความอ่อนแอของผู้ติดเชื้อ เช่น ไรโนไวรัส ( Rhinovirus ) อาจทำให้เกิดหวัดธรรมดา คันจมูกน้ำมูกไหล ไอ จามในผู้ใหญ่ แต่เชื้อเดียวกันนี้อาจทำให้เป็นปอดอักเสบติดเชื้อ คือมีไข้ ไอหอบเหนื่อย และอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในเด็กเล็กๆเป็นต้น ไวรัสบางตัวก็ทำให้เป็นหวัดคัดจมูกธรรมดา อาจมีเจ็บคอ คออักเสบ หรืออาจมี หลอดลมอักเสบ ซึ่งจะมีอาการไอมากตลอดเวลา และอาจรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ ด้วยซึ่งจะมีอาการ ไข้ไอ หอบ เป็นต้น ไวรัสบางชนิดเช่นเชื้อไข้หวัดใหญ่ อินฟลูเอนซ่าไวรัสบี ( Influenza virus B ) อาจทำให้มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เพลียลุกไม่ไหว หรืออาจมีแค่เจ็บคอมีน้ำมูกเฉยๆก็ได้ 

อาการเป็นอย่างไร
มีการจาม และน้ำมูกไหล อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเล็กน้อย แต่มักไม่ค่อยมีไข้ เชื้อจะออกจากทางเดินหายใจของเด็ก 2-3 ชั่วโมง บางรายเยื่อบุตาอักเสบ เจ็บคอกลืนลำบาก โรคมักเป็นไม่เกิน 2-5 วัน แต่อาจมีน้ำมูกไหลนานถึง 2 สัปดาห์ในเด็กอาจจะรุนแรง และมักมีการแพร่ไปเป็นหลอดลมอักเสบ ปอดบวม เป็นต้น  และในผู้ป่วยที่มีไข้สูงมาก คลื่นไส้อาเจียน ไอบ่อยจนเหนื่อยหรือเจ็บอก หรือไอจนเสียงดังเหมือนหมาเห่า และในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ ควรรีบพาผู้ป่วยพบแพทย์ทันที

การติดต่อ
1. มือของเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่สัมผัสเชื้อจากเสมหะของผู้ป่วย หรือสิ่งแวดล้อมแล้วขยี้ตา หรือเอาเข้าปากหรือจมูก
2. หายใจเอาเชื้อที่ผู้ป่วยที่ไอออกมา
3. หายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศ

การป้องกัน- หลักเลี่ยงที่ชุมชน เช่นโรงภาพยนต์ ภัตรคาร ในช่วงที่ไข้หวัดกำลังระบาด
- ไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือ ทิสชูปิดปาก หรือใช้หน้ากากอนามัย (Mask) ปิดปาก
- ให้ล้างมือบ่อยๆ
- ไม่เอามือเข้าปากหรือขยี้ตา เพราะอาจนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้
- อย่าให้เด็กอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นหวัดเป็นเวลานาน
เป็นการยาก ที่จะป้องกันการติดเชื้อไข้หวัด ดังนั้นการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

   เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เห็นอย่างนี้แล้วเนี้ยหน้าหนาวนี้ก็ควรหาวิธีป้องกันตัวเองไว้ให้ห่างไกลจากหวัดกันดีกว่านะครับ จะได้ไม่พลาดทริปไหนๆๆ ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ ถ้าพลาดไปก็คงแย่เลยเพราะกว่าจะฤดูหนาวอีกก็ต้องรอกันถึง 365 วันเลยทีเดียว สำหรับ content นี้แม็กขอจบลงไว้เพียงเท่านี้ก่อนดีกว่าครับ ติดตามผลงาน content ดีๆๆ จากผมนาย Mag  บ๊าย .บาย .........ปู๊นนนน สถานีต่อไป Go The hpprince (:-P 

เรียบเรียงเขียนบล็อก  Mr.Rocky Ricker (นายแม็กกี้) 
 

แสดงความคิดเห็นบนบล็อกนายร็อกกี้ ผ่าน FB